สารบัญเนื้อหา

มดลูกหย่อน กระบังลมหย่อน — อาการเป็นยังไง อันตรายไหม และรักษายังไงได้บ้าง

Dr.W
ตรวจทานความถูกต้องทางการแพทย์โดย นพ.อธิวัฒน์ ทรงศิริพันธุ์ (หมอวิน ว.50304)
สูตินรีแพทย์เฉพาะทาง อนุสาขาเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม (Urogynecology) Genitique Clinic

สรุปใจความสำคัญใน 3 บรรทัด

มดลูกหย่อน กระบังลมหย่อน และอุ้งเชิงกรานหย่อน คือชื่อเรียกของภาวะเดียวกัน (Pelvic Organ Prolapse) ที่อวัยวะในอุ้งเชิงกรานเคลื่อนต่ำลงเนื่องจากเนื้อเยื่อพยุงอ่อนแรง พบบ่อยในสตรีหลังคลอดและวัยหมดประจำเดือน ภาวะนี้ไม่อันตรายเฉียบพลันแต่ไม่สามารถหายเองได้ สามารถรักษาและฟื้นฟูได้ตั้งแต่การบริหารกล้ามเนื้อจนถึงการผ่าตัดซ่อมเสริมโครงสร้าง โดยการประเมินจากสูตินรีแพทย์เฉพาะทาง

สามชื่อ โรคเดียว — ทำความเข้าใจ Pelvic Organ Prolapse (POP)

ในภาษาพูด คนไทยมักเรียกภาวะนี้ด้วยชื่อที่หลากหลาย ได้แก่ มดลูกหย่อน (เมื่อตัวมดลูกเคลื่อนต่ำ), กระบังลมหย่อน (คำติดปากดั้งเดิม ซึ่งในทางกายวิภาคไม่ได้เกี่ยวข้องกับกะบังลมที่ใช้หายใจ), และ อุ้งเชิงกรานหย่อน ทั้งสามชื่อนี้ในทางการแพทย์หมายถึงกลุ่มโรคเดียวกันคือ Pelvic Organ Prolapse (POP) โดยเป็นกลุ่มอาการสำคัญที่ได้รับการดูแลเฉพาะทาง ณ ศูนย์สุขภาพสตรี Genitique Clinic และรวบรวมข้อมูลไว้ใน คลังบทความสุขภาพสตรี

กลไกเกิดขึ้นจากกล้ามเนื้อ เอ็นยึด และพังผืดที่ทำหน้าที่เหมือน “เปลตาข่าย” รองรับอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานเกิดการยืดขยาย ฉีกขาด หรือสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้อวัยวะที่เคยอยู่เหนือกล้ามเนื้อเชิงกราน ทั้งมดลูก กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ เคลื่อนตัวต่ำลงมาในช่องคลอด และในบางรายอาจยื่นพ้นปากช่องคลอดออกมาภายนอก

เช็คอาการ 5 ข้อ — สัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าควรพบแพทย์

อาการของภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนมักเริ่มจากความรู้สึกผิดปกติเล็กน้อยและค่อย ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงท้ายของวัน:

1
รู้สึกหน่วง ถ่วง หรือมีก้อนจุกในช่องคลอด: อาการจะชัดเจนขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น โดยเฉพาะหลังจากยืน เดินนาน ๆ หรือยกของหนัก

2
คลำพบหรือมองเห็นก้อนนุ่มที่ปากช่องคลอด: ก้อนจะดันตัวต่ำลงมาชัดเจนเวลาไอ จาม หรือเบ่งถ่าย

3
ระบบขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติ: มีอาการ ปัสสาวะเล็ดขณะไอจาม ปัสสาวะไม่สุด ไหลช้า หรือบางรายต้องใช้นิ้วดันก้อนเนื้อกลับเข้าไปก่อนจึงจะปัสสาวะออกได้

4
ท้องผูกเรื้อรังหรือถ่ายอุจจาระไม่สุด: รู้สึกเหมือนมีสิ่งกีดขวางในทวารหนักสัมพันธ์กับแรงดันในช่องคลอด

5
ความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์เปลี่ยนไป: รู้สึกไม่สบายตัว ขัดเคือง หรือเจ็บลึกจากโครงสร้างภายในที่เปลี่ยนตำแหน่ง

หากมีเพียง 1 ใน 5 ข้อนี้และเริ่มส่งผลต่อความมั่นใจหรือการใช้ชีวิตประจำวัน แนะนำให้เข้ารับการตรวจประเมินภายในกับสูตินรีแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้เพราะกล้ามเนื้อที่ยืดออกแล้วจะไม่สามารถหดตัวกลับได้เอง

ระดับความรุนแรง 1–4 และแนวทางการรักษาตามเกณฑ์แพทย์ (POP-Q Staging)

สูตินรีแพทย์จะประเมินความรุนแรงด้วยระบบมาตรฐานสากล (Pelvic Organ Prolapse Quantification – POP-Q) เพื่อวางแผนการดูแลให้ตรงกับระดับพยาธิสภาพของแต่ละบุคคล:

ระดับ (Stage) สิ่งที่ตรวจพบทางคลินิก อาการแสดงหลัก แนวทางการรักษาที่เหมาะสม
ระดับ 1 อวัยวะเคลื่อนต่ำลงมาเล็กน้อย ยังอยู่ลึกในช่องคลอด (ห่างจากปากช่องคลอดมากกว่า 1 ซม.) มักไม่มีอาการ หรือรู้สึกหน่วงเพียงเล็กน้อยเมื่อยืนนาน การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel) ร่วมกับการทำกายภาพ หรือฟื้นฟูด้วย เก้าอี้กระชับช่องคลอด GeniMagneticFit (HIFEM) และปรับพฤติกรรม
ระดับ 2 อวัยวะเคลื่อนลงมาใกล้ปากช่องคลอด (อยู่ระหว่าง 1 ซม. เหนือหรือใต้ปากช่องคลอด) รู้สึกหน่วงชัดเจนช่วงเย็น ปัสสาวะเล็ด หรือถ่ายปัสสาวะไม่สุด การบริหารกล้ามเนื้อ + HIFEM, การใช้อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด (Pessary) หรือพิจารณาการผ่าตัดซ่อมเสริมหากกระทบคุณภาพชีวิต
ระดับ 3 อวัยวะยื่นโผล่พ้นปากช่องคลอดออกมามากกว่า 1 ซม. เมื่อเบ่งหรือยืน คลำเจอก้อนเนื้อชัดเจน เกิดการเสียดสีกับกางเกงชั้นใน ต้องใช้นิ้วดันก้อนก่อนปัสสาวะ การใส่อุปกรณ์พยุง (Pessary) หรือการผ่าตัดซ่อมเสริมโครงสร้างอุ้งเชิงกรานเป็นทางเลือกหลัก
ระดับ 4 อวัยวะเคลื่อนหลุดออกมาพ้นปากช่องคลอดทั้งหมดตลอดเวลา (Complete Eversion) มีแผลถลอกที่เยื่อบุ เลือดซึม เสี่ยงต่อการติดเชื้อซ้ำซ้อน กระทบต่อการเดินและการใช้ชีวิต การผ่าตัดซ่อมเสริมอุ้งเชิงกรานโดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทางอนุสาขา Urogynecology

แยกแยะอวัยวะที่หย่อน — มดลูก กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ตรง

คำว่า “มดลูกหย่อน” ที่คนไข้เข้าใจ บ่อยครั้งไม่ได้เกิดจากตัวมดลูกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผนังช่องคลอดส่วนต่าง ๆ หย่อนคล้อย ซึ่งการรักษามีรายละเอียดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง:

  • ตัวมดลูกหย่อน (Uterine Prolapse): ปากมดลูกและตัวมดลูกเคลื่อนตัวต่ำลงมาในช่องคลอด
  • ผนังช่องคลอดด้านหน้าหย่อน หรือกระเพาะปัสสาวะหย่อน (Cystocele): กระเพาะปัสสาวะดันผนังช่องคลอดส่วนหน้าย้อยลงมา อาการเด่นคือปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะไม่สุด หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบซ้ำ ๆ
  • ผนังช่องคลอดด้านหลังหย่อน หรือลำไส้ตรงหย่อน (Rectocele): ผนังกั้นระหว่างช่องคลอดกับทวารหนักอ่อนแรง ทำให้ลำไส้ตรงดันตัวเข้ามา อาการเด่นคือท้องผูก ถ่ายลำบาก ต้องออกแรงเบ่งมาก
  • ยอดช่องคลอดหย่อน (Vaginal Vault Prolapse): พบในผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดมดลูกออกไปแล้ว แต่โครงสร้างยอดช่องคลอดที่เคยยึดไว้เกิดการหย่อนคล้อยลงมา
  • กรณีความหย่อนคล้อยบริเวณฝีเย็บและปากช่องคลอด: สามารถพิจารณาการรักษาควบคู่ด้วยหัตถการ ตกแต่งฝีเย็บและปากช่องคลอด (Perineoplasty) เพื่อความกระชับและสมบูรณ์ของโครงสร้างภายนอก

บันไดการรักษา 4 ขั้น — ตารางเปรียบเทียบไม่ผ่าตัด vs ผ่าตัดซ่อมเสริม

แนวทางการรักษาในปัจจุบันมุ่งเน้นการแก้ปัญหาตามระดับพยาธิสภาพและความต้องการของคนไข้ โดยแบ่งออกเป็นแนวทางไม่ผ่าตัดและการผ่าตัด:

แนวทางการรักษา เหมาะกับระดับ ข้อดีทางการแพทย์ ข้อจำกัด / ข้อควรรู้
1. บริหารกล้ามเนื้อ (Kegel / Knack) ระดับ 1 หรือเพื่อป้องกัน ปลอดภัย ไม่มีค่าใช้จ่าย ทำได้ด้วยตัวเอง ช่วยชะลอการทรุดตัว ต้องทำสม่ำเสมอทุกวัน และไม่สามารถดึงอวัยวะที่หย่อนมากให้กลับขึ้นไปได้
2. นวัตกรรมกระตุ้นกล้ามเนื้อ (HIFEM) ระดับ 1–2 ที่เริ่มมีอาการปัสสาวะเล็ด ไม่ต้องผ่าตัด ไม่เจ็บตัว เสริมความแข็งแรงด้วย เก้าอี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า GeniMagneticFit หรือฟื้นฟูเยื่อบุช่องคลอดด้วย เลเซอร์รีแพร์ Geni Duo Fiber Laser เหมาะสำหรับเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อฐาน ไม่เหมาะกับระดับที่อวัยวะหลุดพ้นปากช่องคลอด
3. อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด (Pessary) ระดับ 2–4 ที่ไม่ต้องการผ่าตัด หรือผู้สูงอายุ แก้อาการหน่วงถ่วงได้ทันที ไม่ต้องดมยาสลบ ปลอดภัยในผู้ที่มีโรคประจำตัว ต้องถอดล้างทำความสะอาดตามกำหนด และต้องได้รับการตรวจวัดขนาดที่เหมาะสมโดยแพทย์
4. ผ่าตัดซ่อมเสริม (Pelvic Reconstruction) ระดับ 2 (ที่กระทบชีวิต) ถึงระดับ 3–4 แก้ปัญหาที่โครงสร้างกายวิภาคโดยตรง จัดเก็บอวัยวะเข้าที่เดิมอย่างถาวร ต้องมีระยะเวลาพักฟื้น และต้องอาศัยความชำนาญของศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านเชิงกรานสตรี

ทำไมภาวะนี้จึงเป็นงานเฉพาะทางของอนุสาขา Urogynecology

ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน (Pelvic Organ Prolapse) จัดเป็นโรคเฉพาะทางในอนุสาขา เวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม (Female Pelvic Medicine and Reconstructive Surgery หรือ Urogynecology) ซึ่งเป็นสาขาต่อยอดจากสูตินรีเวชศาสตร์ที่ศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับระบบพยุงอวัยวะและทางเดินปัสสาวะสตรีโดยเฉพาะ ปัจจุบันในประเทศไทยมีแพทย์เฉพาะทางอนุสาขานี้ไม่ถึง 30 คน

ที่ Genitique Clinic ทุกเคสเกี่ยวกับภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อนได้รับการดูแลและตรวจประเมินโดย นพ.อธิวัฒน์ ทรงศิริพันธุ์ (หมอวิน ว.50304) อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรี จึงมั่นใจได้ในการวางแผนการรักษาที่แม่นยำ ตรงจุด และปลอดภัยตามหลักวิชาการสากล พร้อมทั้งสามารถดูผลลัพธ์การดูแลจริงได้ที่ รีวิวเคสฟื้นฟูกระชับจุดซ่อนเร้นและอุ้งเชิงกราน

แนวทางการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันเพื่อชะลอความเสื่อม

สำหรับผู้ที่ตรวจพบว่ามีภาวะหย่อนคล้อยในระยะเริ่มต้น หรืออยู่ระหว่างการดูแลรักษา การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันไม่ให้อาการทรุดตัวเร็วขึ้น:

  • ปรับเปลี่ยนวิธียกของหนัก: หลีกเลี่ยงการก้มตัวยกของ ควรใช้การย่อเข่า และฝึกขมิบกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานก่อนออกแรงยกเสมอ (เทคนิค Knack Maneuver) เพื่อสร้างแรงต้านต่อแรงดันในช่องท้อง
  • รักษาอาการท้องผูกเป็นอันดับแรก: การเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำเปรียบเสมือนการกระแทกให้ก้นเชิงกรานหย่อนตัวลงเร็วขึ้น ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง
  • เลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสม: หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีแรงกระแทกซ้ำ ๆ เช่น การวิ่งระยะไกล หรือการกระโดดเชือก แนะนำการเดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
  • รักษาโรคประจำตัวที่ทำให้ไอเรื้อรัง: เช่น โรคภูมิแพ้ หรือการสูบบุหรี่ เพราะอาการไอแรง ๆ จะเพิ่มแรงดันในช่องท้องตลอดเวลา

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมดลูกหย่อน (Clinical FAQs)

Q1
มดลูกหย่อนกินอะไรดี หรือมีอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มความกระชับได้ไหม?
ในทางการแพทย์ยังไม่มีอาหาร ยาสมุนไพร หรืออาหารเสริมชนิดใดที่สามารถดึงรั้งเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ยืดหย่อนให้กลับคืนตำแหน่งเดิมได้ สิ่งที่อาหารช่วยได้จริงคือการรับประทานไฟเบอร์และดื่มน้ำเพื่อป้องกันท้องผูก ซึ่งช่วยลดแรงดันจากการเบ่งถ่ายไม่ให้อาการแย่ลง

Q2
มดลูกหย่อนในผู้สูงอายุ รักษาได้ไหมหากไม่ต้องการผ่าตัด?
สามารถรักษาได้ ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ไม่พร้อมรับการผ่าตัด สามารถใช้การใส่อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด (Pessary) ซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ไม่ต้องดมยาสลบ ช่วยบรรเทาอาการหน่วงถ่วงและกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

Q3
ใส่อุปกรณ์พยุง (Pessary) แล้วเจ็บไหม และต้องใส่นานเท่าไร?
หากได้รับการตรวจวัดขนาด (Fitting) อย่างถูกต้องโดยแพทย์เฉพาะทาง อุปกรณ์จะวางตัวพอดีและไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บเคือง โดยคนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และจำเป็นต้องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อตรวจเช็คเยื่อบุช่องคลอดและทำความสะอาดอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ

Q4
หากยังมีแผนที่จะมีบุตรในอนาคต สามารถรักษาภาวะนี้ได้หรือไม่?
หากยังมีแผนการมีบุตร แพทย์จะแนะนำการรักษาแบบประคับประคอง เช่น การบริหารกล้ามเนื้อ การปรับพฤติกรรม หรือการใช้อุปกรณ์พยุงชั่วคราว เพื่อหลีกเลี่ยงการผ่าตัดซ่อมเสริมโครงสร้างก่อนการคลอดบุตร เนื่องจากแรงดันจากการตั้งครรภ์และการคลอดในครั้งถัดไปอาจกระตุ้นให้อุ้งเชิงกรานหย่อนซ้ำ

Q5
มดลูกหย่อน ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?
เรียกว่า Uterine Prolapse และหากหมายรวมถึงการหย่อนของกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้ด้วย จะเรียกว่า Pelvic Organ Prolapse (POP) สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ Pelvic Organ Prolapse Clinical Guide

ปรึกษาปัญหาอุ้งเชิงกรานและสุขภาพสตรีกับสูตินรีแพทย์เฉพาะทาง

รับการตรวจประเมิน วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล และดูแลด้วยมาตรฐานสากล ในบรรยากาศที่มิดชิด ปลอดภัย และเป็นส่วนตัวสูงสุด ณ ศูนย์สุขภาพสตรี Genitique Clinic ชั้น 10 Tower A เซ็นทรัลปิ่นเกล้า

*ข้อมูลการปรึกษาและการรักษาทั้งหมดถูกเก็บรักษาเป็นความลับทางการแพทย์สูงสุด (Medical Confidentiality & PDPA)

พญ. ธนวรรณ ศิริสุข (คุณหมอหนึ่ง หรือ Dr.Nueng)
พญ. ธนวรรณ ศิริสุข

Expert in Aesthetic Gynecology & Sexual Medicine Global Speaker

Book Your
Consultation.

สัมผัสนวัตกรรมระดับโลกเพื่อความมั่นใจของคุณ

บทความน่าสนใจ